หลังจากครั้งที่แล้ว ผมได้ลองรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ Leica M Digital ไปแล้ว ครั้งนี้ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ Leica M Film บ้างนะครับ
Leica M เป็นกล้องประเภท Rangefinder (คือ กล้องที่จะต้องมองภาพที่จะถ่ายผ่าน Viewfinder ที่มีตัวช่วยโฟกัส ไม่ได้มองผ่านเลนส์โดยตรง) แบบเปลี่ยนเลนส์ได้ ที่มีประวัติยืนยาวมากตั้งแต่ยุคฟิล์มจนถึงยุคดิจิตอล ซึ่งนอกจากรูปลักษณ์ภายนอกของตัวกล้องที่ยังดูทันสมัยอยู่ตลอดเวลาแล้ว ยังใช้งานได้ดีอีกด้วย
Leica M ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี 1954 ถูกพัฒนาต่อมาจาก Leica III ซึ่งผลิตมาตั้งแต่ ปี ค.ศ.1933 ถือว่าเป็นการออกแบบใหม่เกือบทั้งหมด โดย Leica ได้ทำการเปลี่ยนเมาท์เลนส์จาก LTM (Leica thread mouth) หรือ สกรูเมาท์ เป็น M mouth หรือ เมาท์เขี้ยว อีกทั้งยังมีการออกแบบช่องมองภาพแบบใหม่โดยเอา Viewfinder กับ Rangefinder มารวมกัน นั่นถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ โดยใช้ชื่อว่า Leica M3
กล้องที่เป็นตำนานของ Leica คือ Leica M3 สามารถสร้างชื่อเสียงให้ Leica มานาน จากนั้นจึงมีอีกหลายๆรุ่น ออกต่อๆกันมา ตั้งแต่ Leica M3 , Leica MP Original , Leica M2 , Leica M1 ,Leica MDa , Leica M4 , Leica M5 , Leica M4-2 ,Leica M4-P , Leica M6 , Leica M7 , Leica MP , Leica MA จึงเหมาะเป็นกล้องสะสมและใช้งานได้จริง
เปิดตัวครั้งแรกในงาน Photokina ปี 1954 ผลิตทั้งหมด 233,209 ตัว เป็นกล้องระบบกลไกล้วน ไม่มีวัดแสง ม่านชัตเตอร์ทำจากผ้า ทำให้กลไกตอนกดชัตเตอร์ นุ่มมากๆ เป็นกล้องตัวแรกของโลกที่ทำเป็นระบบ Frameline จะมาพร้อมกับวิว 0.92 ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในบรรดา M series ทั้งหมด ทำให้ไม่มีวิว 35 จะมีวิวเริ่มต้นตั้งแต่ 50 90 135 (ถ้าจะใช้เลนส์ 35 จะต้องใช้เลนส์ที่มี goggle ) น้ำหนัก 580กรัม Leica M3 จะมีจุดแยกกันชัดเจนตามนี้
1) ระบบกลไกขึ้นฟิล์มของ M3 ช่วงแรก (SN 700000 - 949999 ) จะต้องขึ้นฟิล์ม 2ครั้ง ถึงจะลั่นชัตเตอร์ ถ่ายภาพได้ 1 ภาพ เราเรียกระบบขึ้นฟิล์มแบบนี้ว่า Double stroke (DS) จากนั้น Leica จึงมีการปรับปรุงระบบการขึ้นฟิล์มของ M3 ให้สามารถขึ้นได้ภายในครั้งเดียว หรือ แบบ Single stroke (SS) จะเปลี่ยนตั้งแต่ SN 950000 ขึ้นไปครับ
2) Shutter speed dial จะมี 2 แบบ คือ
– แบบที่ 1 ช่วงแรก 1000,500,250,100,50,25,10,5,2,1,B และไม่มีสัญลักษณ์ sync flash
– แบบที่ 2 ช่วงหลัง 1000,500,250,125,60,30,15,8,4,2,1,B และมีสัญลักษณ์ sync flash รูปฟ้าผ่าสีแดง อยู่ระหว่าง speed shutter ที่ 1/60s กับ 1/30s
3) ที่กรอฟิล์ม เริ่มจากไม่มีรอยมาร์ค เป็น รอยมาร์คสีแดงแบบขีด > จุดสีแดงจุดเดียว > สุดท้าย จุดสีแดง 2 จุด
4) Lug ที่เอาไว้ใส่สายสะพายกล้องมี 2 แบบ คือ แบบ Buddha ears (ช่วงแรก) และ แบบธรรมดา
5) มีทั้งรุ่นที่มีและไม่มีก้านเช็ค frame line
Leica MP Original ผลิต 449 ตัว แบ่งเป็น สีเงิน 311ตัว และสี Black Paint 138ตัว ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับช่างภาพมืออาชีพและนักข่าว จริงๆตัวนี้ผลิตในปี 1956 แต่วางขายจริงๆ ปี 1957 โดยมาพร้อม Leicavit Original ทำให้ถ่ายภาพได้รวดเร็ว เพื่อให้สามารถบันทึกช่วงเวลาสำคัญได้อย่างรวดเร็ว ด้านล่างของกล้องจะมี ตัวP พร้อมสลัก snไว้ด้วย
Leica M2 ผลิตทั้งหมด 80,000 กว่าตัว โดยคงฟังก์ชั่นการใช้งานคล้าย Leica M3 แต่มีการเปลี่ยนอะไหล่บางอย่างเพื่อลดต้นทุนการผลิตลง มีการตัดระบบ Auto reset Frame counter ออก ให้ตั้งค่าแบบแมนวลเอง และมีการเปลี่ยน Frameline เพิ่ม Frameline 35เข้ามาแทนที่ ทำให้มีวิว 35 50 90และ เพื่อรองรับกับเลนส์ที่กว้างขึ้น จึงต้องมีการลดกำลังขายช่องมองภาพของ M2 ให้เป็น 0.72 ซึ่งถือเป็นมาตรฐานใหม่ สำหรับ Leica M ในรุ่นต่อๆมา
เนื่องจาก Leica M2 ทำให้มีหลายรุ่นแยกย่อยๆแต่หลักๆ ก็จะเป็นรุ่นที่ไม่มี Self Timer บางรุ่นไม่มีก้านframeline บางรุ่นเป็น Button Rewind น้ำหนัก 560 กรัม
หลายๆคนคงคิดว่า Leica M1 น่าจะมาตัวแรก แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย M1 มาหลัง M3 และ M2 ด้วยซ้ำ Leica M1 ฟังก์ชั่นคล้ายๆ Leica M2 แต่ช่องมองภาพถูกตัดระบบ โฟกัสภาพแบบซ้อนทับออก เหลือเพียงกระจกมองภาพ Viewfinder ธรรมดา Frame line มีเพียงขนาด 35mm และ 50mm ที่แสดงพร้อมกันและไม่ปรับออโต้ตามเลนส์ที่ใส่ ระบบ self timer และ ก้านเช็ค Frame line ถูกเอาออก Leica M1 ผลิตมาเพียง 9,000 ตัว น้ำหนัก 545 กรัม
Leica MDa มีพื้นฐานมาจาก Leica M4 แต่ไม่มีช่องมอง เหมาะสำหรับทำกล้อง superwide แล้วถ่ายแบบ Zone Focus
Leica M4 ผลิต 58,000 ตัว เป็นต้นแบบของ Leica M รุ่นหลังๆ เลยก็ว่าได้ โดย Leica M4 เป็นรุ่นที่มีการปรับปรุงฟังก์ชั่นของ Leica M2 และ นำข้อดีของ M3 กลับมา เริ่มจาก ระบบ Frame counter เป็นแบบ Auto reset พร้อมช่องมองเหมือน M3 มีวิว35 50 90 และ 135 โดยจับคู่ Frame line 35mm กับ 135mm มาอยู่ด้วยกัน พร้อมช่องมองภาพกำลังขยาย 0.72 และทำการพัฒนาระบบโหลดฟิล์มแบบใหม่ ที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน (LeicaM6 , M7,MP,MA), ระบบกรอฟิล์มกลับ มาพร้อมก้านกรอฟิล์มทำให้กรอฟิล์มได้ง่ายและเร็วขึ้น อีกทั้งยังมีการใส่ตัวกันลื่นให้ที่ก้านขึ้นฟิล์มเป็นครั้งแรกเลยเปลี่ยนวัสดุให้เป็นก้านพลาสติก น้ำหนัก 560 กรัม
Leica M5 เป็นรุ่นที่มีการดีไซน์ใหม่ พร้อมกับขนาดที่ใหญ่ขึ้น ทำให้มีน้ำหนักเยอะที่สุด น้ำหนัก 625 กรัม ผลิตมาเพียง 30,000 กว่าตัว พร้อมมีการเพิ่มระบบวัดแสงเข้ามา ระบบวัดแสงแบบเข็ม CdS (Cadmium Sulfide meter cell) ซึ่งไม่ได้ติดไว้ภายนอกตัวกล้องเหมือนกล้องทั่วไปในสมัยนั้น แต่เป็นการวัดจากหลังเลนส์ (หน้าฟิล์ม) ซึ่งจะให้ค่าแสงที่แน่นอนกว่ามาก นอกจากนั้น ยังมีการใส่เข็มวัดค่าแสงเข้าไปในช่องมองภาพส่วนระบบโหลดฟิล์มและระยะ Frame line นั้น ใช้คล้ายๆ ของ Leica M4 รุ่นที่แยกย่อย ของ Leica M5 มี2รุ่น รุ่นแรกเป็นแบบ 2lug คล้องสายสะพายแล้วกล้องจะห้อยอยู่ในแนวตั้ง และ รุ่นหลังจะเป็นแบบ 3 lug คือ สามารถคล้องสายสะพายเพื่อให้กล้องอยู่ในแนวตั้งหรือในแนวนอนก็ได้
Leica M4-2 เป็นการลดต้นทุนการผลิต โดยย้ายฐานการผลิตจาก Wetzlar (Germany) ไปอยู่ที่ Midland (Canada) โดยการเปลี่ยน Wetzlar ที่สลักติดอยู่บน Top plate มาตั้งแต่ Leica II ที่รุ่นนี้เป็นต้นไป โดย เปลี่ยนมาใช้การสกรีนคำว่า Leitz ด้วยสีขาวแทน โดยฟังก์ชั่นจะคล้าย Leica M4 แต่เป็น M4 แบบลดต้นทุนการผลิต โดยใช้สีดำทำการตลาดเป็นหลักแทนสีเงิน เปลี่ยนวัสที่ทำ Top plate และ Base plate จากทองเหลือง (Brass) ไปเป็นสังกะสี (Zinc)อีกทั้งยังมีการนำชิ้นเลนส์ condenser ที่ช่วยลดการเกิดแฟร์ (Flare) ในช่องมองภาพออกด้วย ผลิตเพียง 15,000 ตัว น้ำหนัก 560 กรัม
ยังคงผลิตอยู่ที่ Canada ในช่วงต้น ก่อนจะย้ายมาผลิตต่อที่ Germany ในช่วงท้าย Leica M4-P มีทุกอย่างเหมือน M4-2 ยกเว้น Frame line ที่มีการเพิ่มกรอบของเลนส์ระยะ 28mm และ 75mm เข้าไป โดยมึการจับ Frame line เป็นคู่ ดังนี้ 28/90 , 50/75 , 35/135 ซึ่งต่อมา คู่ Frame line แบบนี้ ได้สืบทอดจนกลายมาเป็นมาตรฐานของ Leica M ในยุคปัจจุบัน นอกจากนั้น M4-P ยังเป็นรุ่นแรกของ Leica M ที่มีการใส่โลโก้ Leica จุดแดงเข้าไปบนตัว body อีกด้วย น้ำหนัก 560 กรัม
Leica M6 กลับมาผลิตที่ Germany เป็นรุ่นที่ประสบความสำเร็จ และมียอดขายที่ยาวนาน มีรุ่นพิเศษ รุ่น Limited เยอะแยะมากมาย แต่หลักๆแล้ว สามารถแยก M6 ได้เป็น 2 รุ่น ได้แก่ Leica M6 classic (1984-1998) และ Leica M6 TTL (1998-2002) Leica M6 เป็นรุ่นแรกที่วัดแสง ระบบไฟ LED ติดตั้งในช่องมองภาพ เพื่อบอกสภาพแสงว่าอันเดอร์ โอเวอร์ หรือ พอดี อีกทั้ง ยังมีการปรับปรุงกลไกของเซนเซอร์รับแสง ทำให้เราสามารถใช้คู่กับเลนส์พวก Collapsible lens ได้แล้ว ถ่านมีการเปลี่ยนมาใช้ แบบ LR44 เพิ่มช่องมองภาพขนาดกำลังขยาย 0.58 สำหรับคนใส่แว่น และ 0.85 สำหรับคนที่ชอบความช่องมองภาพแบบ M3 และสุดท้าย มี Dial ISO ที่ฝาหลัง ไว้สำหรับการตั้งค่าฟิล์ม ISO ของระบบวัดแสงของกล้องจริงๆได้
Leica M6 Classic กับ M6 TTL นอกจากขนาดและน้ำหนักที่ต่างกันเล็กน้อยแล้ว มีข้อแตกต่างอีกตามนี้นะครับ
1) M6 TTL รองรับระบบ flash TTL
2) ไฟ LED ในช่องมองภาพที่ใช้บอกค่าแสง ของ M6 classic จะใช้ สัญลักษณ์ “<” แทนโอเวอร์ , “>” แทน under และ “<>” แทนวัดแสงพอดี แต่ M6 TTL จะใช้ “>” แทนโอเวอร์ ,”<” แทนอันเดอร์ และ “o” แทนวัดแสงพอดี
3) Shutter speed dial M6 TTL จะมีขนาดใหญ่กว่า หมุนง่ายกว่า และหมุนคนละฝั่งกับ M6 classic
Leica M7 มาพร้อมกับระบบไฟฟ้าแทบจะเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ปุ่ม on/off เพื่อปิดเปิดกล่อง ระบบชัตเตอร์ไฟฟ้ารองรับ shutter speed ต่ำกว่า 1 วินาที เป็นครั้งแรก แต่ถ้าปิดกล้องหรือถ่านหมดจะทำงานได้แค่เพียง speed shutter 1/60s และ 1/125s เท่านั้น ระบบการตั้ง ISO แบบออโต้ DX code บนกลั๊กฟิล์ม ระบบบอกค่า shutter speed แบบ real time ในช่องมองภาพ และ ที่สำคัญที่สุด คือ มี Aperture priority mode หรือ mode A ดีไซน์ยังคงรักษาพื้นฐานของ Leica M6 TTL ทำให้มีความสวยคลาสสิก Leica M7 จะมีรุ่นแยกย่อย ก็คือจะมี วิวธรรมดา กับ วิว MP (View MP จะมี SN ตั้งแต่ 288xxxxเป็นต้นไป) น้ำหนัก 560กรัม
Leica MP ซึ่งย่อมาจาก “Mechanical Perfection” แนวคิดก็คือ เอาความทันสมัย ไปใส่ไว้ในความคลาสสิก Leica MP ก็คือ Leica M3 ที่ติดระบบวัดแสงแบบ M6 TTL (แต่ไม่มีระบบ flash TTL) เป็นอีกรุ่นที่ออกแบบมาได้ลงตัวมากๆ อีกทั้งระบบกลไก ยังแน่นกว่าทุกๆตัวที่เคยผ่านมา Leica MP เป็นอีกรุ่น ที่มีรุ่น Limited ออกมาเยอะและน่าเก็บสะสมแทบทุกตัว น้ำหนัก 585 กรัม
Leica M-A ซึ่งถึงแม้ว่า Leica M-A นั้นแทบจะเหมือน Leica MP ทุกประการ แต่ทำให้เป็นระบบกลไกล้วน ไม่มีถ่าน ไม่มีระบบวัดแสง เหมาะสำหรับคนที่อยากใช้งานระบบกลไกล้วน แต่ได้บอดี้ที่รูปทรงทันสมัย น้ำหนัก 578 กรัม
สำหรับรายละเอียดรุ่นของ Leica M ที่เป็นกล้องฟิล์ม หวังว่าคงถูกใจเพื่อนๆกันนะครับ ข้อมูลอาจจะมีประโยชน์สำหรับเพื่อนๆพี่ๆ ที่กำลังหากล้อง Leica M Film ตัวแรกไว้ใช้งาน ยังไงลองอ่านและตัดสินใจกันดู สำหรับข้อมูลทั้งหมดผมได้หาจากอินเตอร์เน็ตมา ถ้าถูกหรือผิดประการใดก็ต้องขออภัยมานะที่นี้ด้วยนะครับ
#Leicacamera #Leicathailand #พ่อบ้านไลก้า #Leica